ทันตแพทย์กับการโฆษณา

posted on 11 Feb 2008 17:54 by virgoshaka19sep in Dentist

         พอนั่งๆดูโฆษณาในโทรทัศน์  บางโฆษณาก็ทำให้เรารู้สึกตะหงิดๆใจเหมือนกันนะ โดยเฉพาะโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในช่องปาก อย่างพวกแปรงสีฟัน ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปากยี่ห้อต่างๆอะไรประมาณนี้ บางทีเราก็รู้สึกว่ามันโฆษณาเกินจริงไป(รึเปล่าฟระ!)  อย่างบ้วนปากแล้วหินปูนกระจาย..ตู้ม..!! ประมาณนี้ แต่ว่าอาจารย์ที่สอนๆเรามากลับไม่แนะนำให้ใช้  หรือพวกที่โฆษณาว่าทันตแพทย์ส่วนใหญ่เลือกใช้มั่งล่ะ  หรือทันตแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำ เอ...บางทีก็สงสัยนะ....เราเผลอแนะนำไปบ้างรึเปล่านะ?  แล้วไอ้เราไม่ใช้ เพื่อนๆเราเค้าอาจจจะใช้กันบานตะไทก็ได้เนอะ? หรือบางทีก็เอาคนที่แต่งตัวให้เข้าใจว่าเป็นทันตแพทย์(แต่ดูหน้าเค้าก็คล้ายๆนะคะ)  มายืนแนะนำผลิตภัณฑ์  หรือบางทีก็อ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางทันตกรรมบ้างล่ะ คนเหล่านั้นเค้าเป้นทันตแพทย์รึเปล่าหนอ  เราเองยังสงสัยเลยนะ อยากรู้เหมือนกันว่าคนอื่นๆเค้าจะสงสัยเหมือนเรามั๊ยอ่ะ?

         แปรงสีฟันและยาสีฟันที่ทันตแพทย์ส่วนใหญ่เลือกใช้....???

-->เอ่อ...ไม่รู้อ่ะค่ะ เค้าอาจจะเคยทำสำรวจมานะ ดูตรงแถบตัวหนังสือข้างล่างที่มีขนาดเล็กๆอ่ะค่ะ เราพยายามอ่านแล้วอ่ะ แต่ว่าไม่เคยทันซักที เคยอ่านทันอยู่ยี่ห้อนึง รู้สึกว่าเค้าจะไม่ได้ทำสำรวจในประเทศไทยอ่ะนะ

-->สำหรับเราและเพื่อนๆ ชอบใช้แปรงสีฟันและยาสีฟันใดๆก็ได้ค่ะที่เค้าแจกฟรี โดยเฉพาะตามงานประชุมวิชาการต่างๆนี่จะได้สินค้าใหม่ ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวของบริษัทต่างๆกันฟรี แบบว่าแฮปปี้ดี๊ด๊ากับของใหม่ แปรงไฟฟ้าเค้าก็เอามาแจกฟรีกันค่ะ อะไรฟรีอิชั้นชอบหมดล่ะค่ะ

         แปรงสีฟันที่ทันตแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำ?

-->บริษัทเค้าอาจเคยทำสำรวจมาแต่ว่าเราเองไม่เคยผ่านตาอ่ะค่ะ เอาเป็นว่าในประเทศไทยร้อยทั้งร้อยนะ แปรงสีฟันที่ทันตแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำคือ 1.แปรงสีฟันที่มีด้ามจับตรง จับถนัดมือ  2. ทำด้วยวัสดุที่ปลอดภัยและได้มาตรฐานอุตสาหกรรม  3. ขนแปรงอ่อนนิ่ม  4. ขนาดหัวแปรงไม่ใหญ่เกินไป(ประมาณความกว้างของฟัน 3 ซี่) สำหรับแปรงสีฟันไฟฟ้านั้น ทันตแพทย์มักแนะนำกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้มือได้สะดวกค่ะ เช่น คนสูงอายุ คนพิการ ประมาณนี้ (แต่เราก็ใช้อยู่พักนึงเหมือนกันนะ...ได้ฟรีมานี่คะ)

          ยาสีฟันที่ทันตแพทย์ส่วนใหญ่แนะนำ???

-->ไม่รู้ล่ะ..ประเทศไทยมียาสีฟันซักกี่ยี่ห้อเชียว พวกเราก็ใช้กันตามแต่ท่านเจ้าของบริษัทจะกรุณาล่ะค่ะ ใครแจกอะไรฟรีเราก็ใช้อันนั้นล่ะ ตอนเป็นนักศึกษาก็ไปหยิบที่ห้องสโมสรนักศึกษามาใช้ ลองมาหลายยี่ห้อเเล้วยังไม่เคยแพ้ซักที เราก็ตั้งหน้าตั้งตาจะลองต่อไปล่ะค่ะ อิอิ

-->แต่ต้องบอกก่อนว่ายาสีฟันแก้เสียวฟันน่ะ ในประเทศไทยนี้มีอยู่สัก 2- 3 ยี่ห้อเท่านั้นที่มีสรรพคุณแก้เสียวฟันจริงๆ ไม่ใช่ราคาคุย ดังนี้ไอ้ที่เราแนะนำคนไข้ใช้ บางทีก็ต้องบอกยี่ห้อล่ะค่ะ ไม่งั้นคนไข้เค้าไปหาซื้อไม่ได้ (โดยเฉพาะจังหวัดภูธรอย่างเรา)

-->คุณสมบัติของยาสีฟันที่เราแนะนำละกันนะคะ :

1. ได้รับ อย. เนื่องจากว่ายาสีฟันเป็นเครื่องสำอางควบคุม อันที่จริง จากการสอบถามคนไข้ในจังหวัด หลายๆคนพกยาสีฟันมาให้หมอดูว่าดีไหม เค้าใช้แบบว่าเป็นสมุนไพรบ้างล่ะ เป็นผงๆบ้างล่ะ บางอันก็ซื้อจากขายตรงเค้าว่าสรรพคุณสุดยอดค่ะ เราก็พลิกดู อย. ก่อนเลยค่ะ ถ้าไม่มีอยู่ก็แนะนำให้เลิกใช้ค่ะ  ตัวยาสีฟันบางชนิดก็ใส่ผงขัด(ที่ทันตแพทย์ใช้ในคลินิก) ซึ่งเราขอบอกว่ามันไม่เหมาะกับการใช้เป็นประจำหรอกนะคะ ฟันคุณอาจสึกจนเสียวได้ เพียงเพราะว่าผงขัดจากยาสีฟันที่ไม่ได้มาตรฐานของคุณนั่นล่ะค่ะ  2. มีฟลูออไรด์...อันนี้สำคัญมากค่ะ  เพราะฟลูออไรด์มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อที่อยุ่ในช่องปากและทำให้ฟันแข็งเเรง...สรุปว่าป้องกันฟันผุนั่นล่ะค่ะ  ยาสีฟันในประเทศไทยนี้มีหลายยี่ห้อที่ไม่มีฟลูออไรด์ อยากรู้ต้องอ่านฉลากดูเอง เดี๋ยวเค้าว่าเราสกัดดาวรุ่งเค้าอ่ะค่ะ  3. ใช้แล้วไม่แพ้...คืออาการเเพ้ยาสีฟันนี่ไม่เข้าใครออกใครนะคะ บางคนแพ้ยี่ห้อนี้แต่ไม่แพ้อีกยี่ห้อ อาการเเพ้ยาสีฟันก็คือ จะรู้สึกแสบปากมากค่ะหลังแปรงฟัน เมือ่ดูเนื้อเยื่อในช่องปากจะแดงจัด หรือบางคนแพ้มากก็ถึงขั้นเนื้อเยื่อลอก แต่ขอบอกว่าเราไม่สามารถคาดการณ์ได้ค่ะว่าใครจะแพ้ยาสีฟันยี่ห้อไหน เอาเป็นว่าถ้าแพ้ยาสีฟันยี่ห้อใดคุณก็ควรเปลี่ยนยี่ห้อ เเละไม่ควรกลับมาใช้ยี่ห้อนั้นอีกค่ะ

--> สำหรับยาสีฟันป้องกันการเสียวฟันนั้น ขอบอกก่อนว่ามีไม่กี่ยี่ห้อจริงๆ บอกยี่ห้อเลยก็ได้ : เซ็นโซดายน์ (ยกเว้นสูตรออริจินอล) ,ซอล์ท (สูตรที่คุณปลื้มโฆษณา) ,อีโมฟอร์ม ครือว่า..ถ้าไปซื้อก็อ่านฉลากด้วยนะคะว่าสูตรนั้นเค้าแก้เสียวฟันรึเปล่า เพราะว่าเค้าทำมาขายยี่ห้อนึงก็มีหลายสูตรค่ะ แต่ว่าที่เรารำคาญใจที่สุดก็คือ ไอ้พวกยาสีฟันของบริษัทขายตรงทั้งหลาย...(หลายยี่ห้อจริงๆค่ะ) ครือ..เข้าใจนะคะว่าเค้าขายตรงนะก็ต้องโฆษณาสรรพคุณกันดีหน่อย  รักษาได้สารพัด แก้เสียวฟันอีกต่างหากทั้งที่ไม่มีสารแก้เสียวฟันในยาสีฟันนั้นเลย เราว่าอาจจะต้องปรับความเข้าใจกันใหม่หน่อยนึง (กลายเป็นว่าคนไข้มาชวนให้หมอเป็นตัวแทนขายตรง...ทำใจลำบากจริงๆ)

            น้ำยาบ้วนปาก...?

-->เอาเป็นว่าถ้าคุณเป็นคนปกติธรรมดาที่สามารถแปรงฟันได้อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ไม่จัดฟัน และทันตแพทย์ไม่ได้แนะนำให้ใช้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้จริงๆล่ะค่ะ คนที่อยากแนะนำให้ใช้น้ำยาบ้วนปากคือคนที่จัดฟันอยู่ คนที่ใส่สะพานฟัน หรือฟันปลอมแบบติดแน่น คนไข้อุบัติเหตุที่ไม่สามารถอ้าปากได้กว้าง หรือเด็กที่มีฟันผุมากกว่าปกติ เหล่านี้ทันตแพทย์จะแนะให้ใช้น้ำยาบ้วนปากชนิดต่างๆตามแต่กรณีไปค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะผสมเองตามโรงพยาบาลซะด้วย ไม่ค่อยได้มีโอกาสแนะนำผลิตภัณฑ์ของบริษัทไหนหรอกค่ะ  โดยเฉพาะยี่ห้อที่บ้วนแล้วแสบปากมากๆนั่นน่ะ ไม่แนะนำให้ใช้เป็นประจำนะคะ เพราะว่ามีส่วนผสมของเเอลกอฮอล์อยู่สูง อาจทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อช่องปากในระยะยาวได้ค่ะ

          สำหรับบุคคลหน้าเหมือน? แต่งตัวเหมือน? เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทันตกรรม?

--> อันนี้ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ  แต่คิดว่าไม่น่าใช่ทันตแพทย์ เพราะว่ามีข้อบังคับของทันตแพทยสภา (น่าจะเป็นหมวด 2 ข้อ 13 กับหมวด 3 ข้อ 22 ) อยู่แล้ว  เพราะฉะนั้น เราไม่สามารถชักจูง โฆษณาให้คนมาใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นได้ล่ะค่ะ ขนาดว่าเมื่อก่อนนี้มียาสีฟันยี่ห้อนึงอ้างการวิจัยของอาจารย์ท่านหนึ่งโดยมีชื่อของอาจารย์ท่านนั้นอยู่ที่มุมล่างด้านซ้าย ยังโดนร้องเรียนเลยค่ะทั้งที่อาจารย์ท่านไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นกับโฆษณายาสีฟันนั้นเลย  เวลาเราดูโฆษณาก็....หาคนได้เนียนดีนี่ฟระ...แหม..มีหมอหล่ออย่างนี้บ้างก็ดี..ประมาณนี้(^-^)

          ทันตแพทย์ไม่สามารถโฆษณาได้เหรอ?

--> อันที่จริงหมอหล่อๆบุคลิกดีก็มีเยอะค่ะ(แฮ่ม!!) ทำไมจะเป็นนายแบบ นางแบบโฆษณาไม่ได้ล่ะค่ะ แต่ว่าไม่ใช่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในช่องปาก หรือใช้วิชาชีพไปในทางโฆษณาก็ทำได้ อย่างที่เห็นๆอยู่ในปัจจุบันนี้ก็นายแบบโฆษณา NGV ไงค่ะ อ.ทพ. อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ คนที่ขับ Honda CR-V แล้วโฆษณาคุณภาพของNGVน่ะค่ะ อีกคนก็พี่คนที่โฆษณาให้ ปตท.สผ. อ่ะค่ะ โฆษณาที่ไปขุดน้ำมันที่โอมาน ขอบอกว่าเนียนมา เหมือนเป็นวิศวกรขุดน้ำมันจริงๆ (ขอโทษค่ะ จำชื่อพี่เค้าไม่ได้ เป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยด้วยอ่ะ)

          ดูโฆษณาเราต้องมีวิจารณญาณในการชมจริงๆเนอะ  เราอย่างรู้เหมือนกันว่าวิชาชีพอื่นเป็นยังไงบ้าง มีโฆษณาประมาณไหนมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะคะ วันนี้เพิ่งจะเขียนยาวและมีสาระแฮะ (-.-")

บายค่ะ

(^=^)

Comment

Comment:

Tweet

เข้ามาอ่านกระทู้ที่นี่โดยบังเอิญจากการใช้ Google search  เกี่ยวกับเรื่องทันตแพทย์กับการโฆษณา พอดีมีน้องชายเป็นทันตแพทย์  และดิฉันก็สงสัยเหมือนกันว่าคนที่โฆษณาเป็นทันตแพทย์จริงหรือไม่ น้องชายดิฉันบอกว่า หมอฟันไม่สามารถโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับทันตกรรมได้ แต่ถ้าไปรับจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อื่น (ไม่เกี่ยวกับฟัน) ไม่มีปัญหา..

#12 By ชบา (58.11.126.207|58.11.126.207) on 2014-08-08 13:19

love you

#11 By dum (202.29.105.5) on 2010-03-16 19:54

แต่ผมรู้ว่า


เดนติสเต้ ยาสีฟันที่เภสัชกรแนะนำให้ทันตแพทย์ใช้

แต่ " ทันตะแพทย์ไม่แน่นำให้ใช้ เพระาไม่มีฟลูโอไรด์" 555555 ตลกดีนะครับopen-mounthed smile

#10 By [=M e K=] on 2009-03-22 22:58

อยากทราบหลักการทำ Tooth preparation
เพื่อทำ TP ฟันหน้า#32,42ขอบเขตของ plate สิ้นสุดที่ DL line angle ของ#35,45 อยากทราบหลักการ กรอฟันข้างเคียงเพื่อให้เกิดfrictional force ทำอย่างไรไม่ให้หลวม ถ้าจะใช้หัวsuperfine diamond จะเลือกใช้สีอะไรค่ะ กรอลึกแค่ไหนค่ะ คนไข้มี short clinical crown ให้ส่งคำตอบมาที่ gift-29@hotmail.com ขอบคุณมากค่ะ

#9 By gift (203.157.146.34) on 2009-01-07 19:44

อ่อก..โรคกลัวหมอฟันกำเริบ

เงิ๊บๆๆ ๆ กลัวหมอฟัน ย้ากๆๆ ๆๆๆ ๆ กลัวหมอฟานนนนน

พลั่กก*
หมอฟันศอกใส่ =w=;;


ยังไงโฆษณาก็คือโฆษณา งุงิๆ ~

#8 By • f O X 0 0 9 • on 2008-10-08 21:31

สูตรของการโฆษณา "สร้างภาพลักษณ์" ตอกย้ำความไว้ใจโดยเอาอาชีพที่เกี่ยวข้องมาโยง เป็นคนละเรื่อง..เดียวกัน ขึ้นอยู่ว่า ผู้บริโภคคนใดจะ "รู้เท่าทันสื่อ" และช่วยกันมีสติ...กับอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังสามารถหลอกพวกเราอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ

#7 By ป้าเจ๊ on 2008-10-08 14:50

วิศวกรขุดน้ำมันจริงๆ (ขอโทษค่ะ จำชื่อพี่เค้าไม่ได้ เป็นรุ่นพี่ที่มหาวิทยาลัยด้วยอ่ะ)
พอ.ทพ.บริบูรณ์ นาวาเจริญ
เป็นทันตแพทย์ที่นิสัยดี
ความรู้ทางวิชาการ
รวมทั้งมีความเห็นอกเห็นใจ

#6 By jp (203.150.55.40) on 2008-08-05 11:52

เรื่อง CL ระยะนี้เราไม่ค่อยได้ติดตามข่าวเลยค่ะ(แย่จริงๆ เรื่องในวงการตัวเองแท้ๆเนอะ)
จริงๆในคณะเราตอนนี้กำลังปวดหัวอยู่กับการเปลี่ยนหลักสูตรเภสัชทั้งประเทศให้เป็นหลักสูตร 6 ปีให้หมด ภายในปี 2552ค่ะ อาจารย์เร่งประชุมกันมาก นักศึกษาก็งงกับอนาคตตัวเองกันอยู่ เลยไม่ค่อยมีใครยกประเด็น CL มาคุยกันเท่าไหร่

งั้นเราออกความคิดเห็นคร่าวๆแบบงูๆปลาๆเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วกัน

สำหรับประชาชนแล้ว การทำ CL ถือเป็นเรื่องที่ส่งผลดีต่อองค์รวมแน่นอนค่ะ ราคายาถูกลง ค่าใช้จ่ายก็ลดลง โอกาสการที่ผู้ป่วยได้รับยาที่มีคุณภาพก็สูงขึ้น ใครๆก็ชอบกันทั้งนั้น

แต่คนที่ไม่ค่อยพอใจนักก็คือบริษัทผู้ผลิตยาเนี่ยแหละ เพราะกว่าจะได้ยามาแต่ละตัวนั้น บอกได้เลยว่าใช้เวลาในการศึกษาทดลองวิจัยนานเป็นสิบๆปี

ไม่รู้ว่าพี่19 มีความสนใจในเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน เราก็ขอร่ายยาวเลยล่ะกันค่ะ

ในการผลิตยาแต่ละตัว เขาต้องศึกษาหาสารสำคัญจากแหล่งธรรมชาติ (หรือสังเคราะห์ยาขึ้นมาเอง)สกัดสารสำคัญออกมาตั้งตำรับ ศึกษาความคงสภาพ การออกฤทธิ์ พิษ ผลข้างเคียง การสะสมยาในร่างกาย ซึ่งต้องศึกษาในหลอดแก้ว /จุลชีพ /สัตว์ทดลองก่อน(ซึ่งตอนนี้กฎหมายจริยธรรมสัตว์ทดลองก็เริ่มเป็นอุปสรรคในงานวิจัยมากขึ้นเรื่อยๆ) เมื่อเห็นว่าปลอดภัยก็จะเริ่มต้นการศึกษาในคนสุขภาพดี และขยับขยายไปยังกลุ่มผู้ป่วยตัวอย่าง ซึ่งหากขั้นตอนใดขั้นตอนนึงในการทดลองนี้ สารสำคัญดันเกิดพิษ หรือไม่ให้ฤทธิ์ที่ต้องการ ก็ต้องเลิกล้มงานวิจัยไป หรือไปตั้งต้นวิเคราะห์ ดัดแปลง และตั้งตำรับกันใหม่ และถึงแม้จะขายในตลาดได้แล้ว แต่ก็ต้องมีการศึกษาถึงผลของยาในระยะยาวอีก ซึ่งที่ผ่านมาก็มียาหลายตัวที่ใช้มา 20 -30 ปี แต่พบว่ามีพิษร้ายแรงถึงชีวิตต่อคนบางกลุ่มก็ต้องถอนก็ไปก็มีค่ะ

พี่19 จะเห็นว่ากว่าจะเป็นยาที่ใช้ๆกันทุกวัน ต้องผ่านกระบวนการที่ยุ่งยากมากมาย ต้นทุนก็ต้องสูงตามด้วย จึงไม่แปลกที่บริษัทยาจะออกมาแสดงความไม่พอใจเมื่อเราทำ CL ยาซึ่งไปลดผลกำไรของเขา และเขาก็ไม่ได้สนใจหรอกว่าการทำ CL จะเป็นการช่วยมนุษยโลกได้มากแค่ไหนด้วยนะ...เราว่า

เรื่องผลกำไรทางธุรกิจกับเรื่องศีลธรรมจริยธรรมนั่นแทบจะเป็นทางคู่ขนานค่ะ

มองในแง่ผู้ผลิตก็น่าเห็นใจ
มองในแง่ผู้ป่วยก็น่าสงสาร

ทั้งหมดทั้งปวงก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารประเทศแล้วล่ะค่ะ ว่าจะรับความกดดันจากทางผู้ผลิตยาได้แค่ไหน และจะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากเพียงไร

แต่การทำ CL ก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกรายการยานะคะ มันต้องดูความเหมาะสมและปัญหาสาธารณสุขของประเทศด้วย อย่างการทำ CL คราวที่แล้ว เราขอทำ CL ยาต้าน HIV 2 ตัว ซึ่งมองในสภาพสังคมเราตอนนี้ก็เหมาะสมอยู่ เพราะประเทศเรามีผู้ป่วย HIV เพิ่มมากขึ้นทุกปี และผู้ป่วยในหลายๆรายไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ แต่สำหรับยาสลายลิ่มเลือด ในบางวงการกลับมองว่าไม่ค่อยมีความจำเป็นที่ต้องทำ CL เพราะโรคลิ่มเลือดอุดตันนั้นส่วนใหญ่เกิดในคนที่มีฐานะดี อุบัติการณ์ยังไม่มากเท่ากับ HIV ค่ะ

เขียนยาวประหนึ่งเขียนบล็อคตัวเอง เหนื่อยจัง

ดีใจมากๆที่พี่ 19 สนใจในเรื่องนี้ค่ะ
ผิดกับเราที่ออกจะหวาดกลัววงการทันตกรรมquestion

#5 By kororo on 2008-03-04 13:13

เรื่องไอเบอร์รี่ บังเอิ๊ญมันมาเปิดใกล้ๆหอคณะเนอะ
ชาวเด็กหอโซนนั้นเลยนิยมไปนั่งเล่น ไปพักผ่อนกัน
เราว่าไม่ใช่สถานที่น่านั่งอ่านหนังสือเท่าไหร่ เพราะเปิดเพลงค่อนข้างดัง น่าจะใช้เป็นสถานที่ร่วมตัวนั่งเม้าท์ / นั่งเวิ่นเว้อมากกว่า

ไอติมประเภทนมๆเนยๆเขาอร่อยดี เราชอบเวเฟอร์เขานะ พวกเบเกอร์รี่ดูน่ากินมาก แต่ทิรามิสุขมอ่ะ...ไม่โดน
(ส่วนไอติมเชอเบทผลไม้ก็อร่อยอยู่ แต่เราเจอร้านที่ทำอร่อยล้ำกว่า เลยไม่ค่อยติดใจ)
รูปแบบการจัดแต่งร้านดูแปลกๆ แต่ก็น่าสนใจ มีหนังสือให้อ่านเพลินๆเยอะ บรรยากาศร้านตอนกลางวันกับตอนกลางคืนก็ไม่เหมือนกัน(ส่วนตัวเราว่าตอนกลางคืนน่านั่งกว่า)

ถ้าถามว่าฮิตไหม เราว่ามันก็เป็นแค่กระแสเท่านั้นแหละ
แต่ก็เป็นร้านไอติมที่อร่อยร้านนึงที่น่าเข้าไปนั่งเล่นนะbig smile

#4 By kororo on 2008-02-28 17:45

สาระท่วมหน้าจอคอมทำเอาข้าพเจ้าบรรลุเรื่องผลิตภัณฑ์สุขภาพช่องปากเลยทีเดียว(คราวหลังต้องใส่ใจกับส่วนผสมยาสีฟันบ้างซะแล้ว)
เราใช้ยาสีฟันดาลี่มาตั้งหลายปี ติดใจความแซ่บจนไปใช้ยาสีฟันยี่ห้ออื่นแล้วแปรงไม่สนุก แต่พออ่านเรื่องยาสีฟันป้องกันการเสียวฟันก็น่าสนใจอยู่ ขอบคุณพี่19ที่ช่วยแนะนำมากๆค่ะ

เมาท์เรื่องโฆษณาทีวีเกี่ยวกับบริษัทยาหน่อย ที่โฆษณากันว่าเป็นยาที่ผลิตจากโรงงานที่ผ่านมาตรฐาน GMP อยากบอกว่าทุกโรงงานยาต้องเข้าเกณฑ์ GMP ค่ะ ไม่งั้นเปิดโรงงานไม่ได้ ในความคิดเรามันไม่ใช่เรื่องที่น่าเอามาโฆษณานักหรอก แต่สำหรับคนอื่นคงเป็นเรื่องแปลกใหม่มั้ง(คนส่วนใหญ่รู้จักโคเลสเตอรอล แต่ไม่รู้จักไตรกลีเซอไรด์ จึงมีหลายคนคิดว่าเป็นสารตัวใหม่ที่วงการแพทย์เพิ่งพบก็มีนะ)

ว่าเรื่องของแถม ตอนไปช่วยงานสัมมนา เราก็ชอบไปสอยของแถมตามบูธบริษัทยาเหมือนกัน ได้แฟ้ม ได้ปากกา ได้สมุดโต บางบูธก็ให้ยา หรือไม่ก็ผลิตภัณฑ์เสริมสวยมาด้วย แฮะๆ ชอบของฟรีเหมือนกันค่ะ

#3 By kororo on 2008-02-25 21:46

อ่านแล้วรู้สึกว่าโฆษณาไทยชอบหลอกเด็กจังเลย ^ ^
บางอย่างก็เวอร์เกินจริง แล้วชอบจริงๆกับบอกว่าเป็นอันดับหนึ่งในเมืองไทยอะไรแบบนี้
แต่พึ่งรู้แฮะว่าน้ำยาบ้วนปากใช้มากๆไม่ดี ดีล่ะจะได้ไม่อมบ่อย ไม่หมดเร็ว!

#2 By Nafkung on 2008-02-11 22:28

โฆษณาไทยก็ว่าเข้านั่นล่ะค่ะ
เหมือนอย่างเครื่องสำอางบางอย่างก็บอก...สำรวจมาแล้วจากผู้หญิงทั่วเอเชีย ได้รับความพึงพอใจ...
แต่ถ้าอ่านให้ทันหรือดูเจ้าตัวเล็กๆตรงผลิตภัณฑ์ "ผู้หญิงทั่วเอเชีย" ที่ว่า ก็แค่ยี่สิบกว่าคนเองค่ะ แถมบางทีไม่ใช่คนไทยด้วย ไม่แน่ใจว่าหลักสถิติแล้วจะเอามาเป็นตัวแทนคนไทยทั้งประเทศที่นั่งชมโฆษณาได้ด้วยรึเปล่าsad smile

#1 By ~Rainy Day~ on 2008-02-11 21:34